เสาเซฟ3แต้ม!ฉลามเตี้ยกินแมว2-1

การแข่งขัน ศึกฟุตบอล โตโยต้า ไทยลีก 2019 ประจำวันอาทิตย์ที่ 18 ส.ค.เวลา 17.00 น. ที่สนาม ชลบุรี สเตเดี้ยม “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี เปิดบ้านรับการมาเยือนของ “สวาดแคท” นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี   ufa1688 

เจ้าถิ่นของ สะสม พบประเสริฐ เกมนี้จะได้ มงคล นามนวด ที่พ้นโทษแบนกลับมาประจำการทางฝั่งซ้าย ประสานงาน ร่วมกับ ตัวหลักอย่าง สินทวีชัย หทัยรัตนกุล, ซอ มิน ตุน, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ และ แฮลิสัน ไคออน

ด้าน ทีมเยือนของ มิลอส โจซิค ไม่มี เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ที่ติดโทษแบน รวมถึง เลอันโดร อัสซัมเซา ที่มีอาการเดี้ยง 11 คนแรก นำโดย นฤพล อารมณ์สวะ อี วอน ยัง, เบอร์นาร์ด เฮนรี และ อมาดู อ็อตตาร่า
เริ่มเกมมาในนาทีแรก “ฉลามชล” ได้โอกาสลุ้นประตูออกนำก่อนทันที จากจังหวะพักอกในกรอบเขตโทษ แล้วกลับตัวยิง ของ ธีรเทพ วิโนทัย แต่ทว่าลูกนี้ ชัยณรงค์ บุญเกิด นายด่านทีมเยือน ยังทุบทิ้งออกไปได้

นาทีที่ 4 โอกาสอีกครั้ง ของ ชลบุรี เอฟซี บอลเปลี่ยนแกน จากกลางสนาม ของ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ไปให้ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ได้เลี้ยงตัดเข้าในก่อนยิงด้วยขวา บอลหลุดกรอบออกหลังไปแบบมีเสียว

รูปเกมทั้ง 2 ทีมเปิดฉากแลกหมัดกันอย่างสนุก นาทีที่ แฮลินสัน ไคออน ได้ลองซัดจากฝั่งขวา ไปเข้ามือ ชัยณรงค์ บุญเกิด นายด่าน “สวาทแคท” อีกครั้ง ผ่าน 20 นาทีแรกสกอร์ยังเสมอกันอยู่ที่ 0-0

นาทีที่ 21 บอลโต้กลับ ของ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี บอลทางด้านขวา ของ อมาดู อ็อตตาร่า จ่ายเข้ากลางไปให้ มาร์ค ฮาร์ทแมน ได้ลองยิงไกล บอลพุ่งเข้ามือ สินทวีชัย หทัยรัตนกุล

นาทีที่ 25 สาวก “ฉลามชล” ได้เฮลั่น จังหวะเล่นลูกสูตรเตะมุม ของ ชลบุรี เอฟซี จังหวะสุดท้าย บอลมาถึง สหรัฐ สนธิสวสัดิ์ ได้ลองยิงไกล บอลพุ่งไปแฉลบแนวรับ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี หนีมือ ผู้รักษาประตู เสียบเสา 2 เข้าไป ชลบุรี เอฟซี ออกนำ 1-0

แต่แล้วนาทีที่ 32 อรรถพงศ์ หนูพรม ชิงบอลได้จาก นิรันดร์ มีมาก ที่กลางสนาม ก่อนพาบอลลากจี้เข้าไปในกรอบเขตโทษ แล้วจ่ายต่อให้ อมาดู อ็อตตาร่า ใช้ความเร็วฉีกหนีแนวรับ “ฉลามชล” แล้วยิงเข้าไป นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ตีเสมออย่างรวดเร็ว เป็น 1-1

เกมของ เจ้าถิ่น ยังต่อไม่ติด ขณะที่ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เล่นเหมือนได้ใจ เปิดเกมรุกเข้าหา ชลบุรี เอฟซี อย่างหนัก ขณะที่ ชลบุรี เอฟซี เองก็พยายามปั้นเกมลุกอีกครั้ง แต่ทว่าไม่มีสกอร์เพิ่ม จบครึ่งเวลาแรก ชลบุรี เอฟซี 1-1 นคราชสีมา มาสด้า เอฟซี

ครึ่งเวลาหลังเปิดฉากมา นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ยังคงเดินเกมลุก เข้าหาอย่างคึกคัก ส่วน ชลบุรี เอฟซี เกมยังขาดๆเกินๆ ต้องลงไปตั้งรับต่ำในแดน ของ ตัวเอง

นาทีที่ 54 เกมโต้กลับ ของ ชลบุรี เอฟซี ได้ลุ้นประตูขึ้น 2-1 บอลทางซ้าย จาก ธีรเทพ วิโนทัย ไปให้ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ แต่ง 1 จังหวะแล้วยิงด้วยขวา แต่ยังไม่ผ่านมือ ของ ชัยณรงค์ บุญเกิด เซฟเอาไว้ได้

เกมยังเป็น ทีมเยือน ที่ครองบอลบุกเข้าหาอย่างไม่หยุด ส่วน เจ้าถิ่น “ฉลามชล” ตั้งรับแล้วรอโต้กลับเร็ว ซึ่งทั้ง 2 ทีมมีจังหวะลุ้นประตูในพื้นที่สุดท้าย 1-2 ครั้ง แต่ยังได้แค่ลูกหวาดเสียว

แต่แล้ว นาทีที่ 66 สาวก “ฉลามชล” ได้เฮลั่นสนาม เมื่อ แฮร์ลิสัน ไคออน ที่เก็บบอลได้หน้ากรอบเขตโทษ จากจังหวะสกัดทิ้งไม่ขาด ของ แนวรับ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี จับจังหวะแรก ก่อนเลือกมุมยิงเสียบ 3 เหลี่ยมเข้าไป ชลบุรี เอฟซี ขึ้นนำอีกครั้ง เป็น 2-1

นาทีที่ 74 ชลบุรี เอฟซี พลาดโอกาสในการได้ประตูหนีห่างเป็น 3-1 อย่างน่าเสียดาย ลูกเตะมุมทางฝั่งขวา เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ เปิดบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษ บอลเลยมาถึง คิม ฮยองมิน ตัวสำรองที่เพิ่งถูกเปลี่ยนตัวลงมาในครึ่งเวลาหลัง ยิงตามน้ำแบบไม่จับหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

ทีมเยือน ยังคงบุกหนัก หวังตีเสมอให้ได้ แต่ยังเจาะแนวรับ ชลบุรี เอฟซี ที่ช่วยกันเล่นอย่างเหนียวแน่นไม่เข้า แถมยังเกือบโดน ชลบุรี เอฟซี ทำประตูหนีห่างจากจังหวะโต้กลับเร็วหลายครั้ง

สุดท้ายไม่มีสกอร์เพิ่ม หมดเวลา ชลบุรี เอฟซี เปิดบ้านเอาชนะ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ไปแบบสนุก 2-1 เก็บ 3 คะแนนเพิ่มเป็น 33 คะแนน จาก 24 นัด อยู่ในอันดับที่ 7 ของตาราง สำหรับ Program นัดต่อไป ของ ชลบุรี เอฟซี จะมีคิวเปิดบ้าน พบกับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ในวันอาทิตย์ที่ กลับสู่ครึ่งเวลาหลังนาทีที่ 52 สิงห์เจ้าท่า หนีห่างเป็น 2-0 บดินทร์ ผาลา เปิดเตะมุมเข้ากลาง ธนาสิทธิ์ ศิริผลา โหม่งไม่ดี กลายเป็นว่าเข้าประตูตัวเองไป

ยังไงก็ตาม นาทีที่ 61 ช้างศึกยุทธหัตถี ไล่มาเป็น 1-2 คิม ซุง ฮวาน ได้บอลทางขวา ก่อนเปิดเข้าเขตโทษ มิชาเอล เซโรซตาน เทกตัวโขกเข้าไปอย่างเด็ดขาด

นาทีที่ 81 ช้างศึกยุทธหัตถี เกือบได้ประตูตีเสมอ กิลแยร์เม เดลลาตอร์เร กึ่งยิงกึ่งผ่านเข้าเขตโทษ บอลลึกไปถึงเสา 2  แต่ คิม ซุง ฮวาน วิ่งเข้ามาชาร์จไม่ทันอย่างน่าเสียดาย

กระทั่งนาทีที่ 90+2 เป็น สิงห์เจ้าท่า ที่ได้ประตูปิดกล่อง 3-1 จาก นูรูล ศรียานเก็ม ทำให้บุกมาชนะ สุพรรณบุรี เอฟซี ด้วยสกอร์ดังกล่าว รั้งอันดับ 3 ของตารางต่อไป ตามหลังผู้นำ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 4 คะแนนเท่านั้น

11 ผู้เล่นตัวจริง
สุพรรณบุรี เอฟซี : แพททริค เดย์โต (GK) – วสันต์ ฮมแสน , อัลบาโร ซิลวา (ใบเหลือง น.76) , มิชาเอล เซโรซตาน – มีโชค มหาศรานุกูล (เคลตัน ซิลวา น.57) , คิม ซุง ฮวาน (ใบเหลือง น.59) , อดุล หละโสะ (ใบเหลือง น.45+1) (เจนภพ โพธิ์ขี น.85) , ชุติพนธ์ ทองแท้ , ณัฐพงษ์ สมณะ – ธนาสิทธิ์ ศิริผลา , กิลแยร์เม เดลลาตอร์เร

การท่าเรือ เอฟซี : วรวุฒิ ศรีสุภา (GK) – นิติพงษ์ เสลานนท์ , เอเลียส ดอเลาะ , ธนบูรณ์ เกษารัตน์ , มาร์ติน สตูเบิล – ศิวกร จักขุประสาท (ใบเหลือง น.56) , โก ซุล กิ – บดินทร์ ผาลา (นูรูล ศรียานเก็ม น.76) , สุมัญญา ปุริสาย (โรลันโด แบล็คเบิร์น น.21) , โจซิมาร์ โรดริเกวซ – เซร์คิโอ ซัวเรซ

No Comments

ประวัติ ณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์

ณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์ (ชื่อเล่น : โอ๊ต) นักเตะทีมชาติไทย ของสโมสรเมืองทอง-หนองจอก ยูไนเต็ด และเคยเล่นให้กับสโมสรอื่นๆในไทยเช่นชลบุรีและการไฟฟ้า โดยณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์สามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งแบ๊คซ้ายและปราการหลังตัวกลาง

      ณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์ เกิดตอนวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2525 ที่จังหวัดนครสวรรค์ เข้ารับการศึกษาในชั้นประถมที่โรงเรียนลาซาลโชติรวีนครสวรรค์ ก่อนจะย้ายมาศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนนครสวรรค์ และย้ายมาเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ในชั้นม.6 จนจบม. ปลาย [ต้องการอ้างอิง]

      ฤดู 2009 ณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์ ย้ายจากสโมสรชลบุรี เอฟซีมาร่วมทีมเมืองทอง-หนองจอก ยูไนเต็ด และลงสนามในไทยพรีเมียร์ลีกให้ต้นสังกัดใหม่เป็นนัดแรกช่วงวันที่ 8 มีนาคม 2552 ในเกมส์ที่เปิดบ้านชนะการท่าเรือไทย3-0 [1] และยิงประตูแรกให้ต้นสังกัดใหม่ได้ช่วงวันที่30 พฤษภาคม 2552 ในเกมส์ไทยพรีเมียร์ลีกที่บุกไปชนะสโมสรชลบุรี เอฟซี5-2 ที่สนามเทศบาลหนองปรือ ซึ่งถือเป็นการยิงประตูใส่ทีมเก่าของเขาเอง  ก่อนที่จะไปเล่นให้กับ ชลบุรี เอฟซี ที่ร่วมสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมภูธรทีมแรก ในการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเมืองไทยในปี 2007 และรองแชมป์ในปี 2008 และต่อมาได้มาอยู่กับสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ด โดยได้แชมป์ไทยลีก 2 ปีซ้อน ในปี 2009 และ 2010 ก่อนที่ผมจะย้ายไปอยู่กับสโมสรบีอีซี เทโรฯ, แบงค็อกฯ, แอร์ฟอร์ซ, พัทยา และราชนาวี เป็นสโมสรสุดท้ายในการค้าแข้งของผม กับเส้นทางอาชีพที่ผมรัก ที่สำคัญ……ความฝันของนักเตะคนหนึ่งที่ต้องการจะก้าวไปติดทีมชาติไทยก็เป็นจริงขึ้นมา ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้หากว่าเราไม่มีความมานะ พยายาม อดทน และมุ่งมั่น ทั้งนี้ผมเองก็ต้องขอขอบพระคุณผู้มีพระคุณทุกท่านที่คอยสอน จนทำให้ผมได้ก้าวไปสู่จุดดังกล่าวข้างต้น

 

ถึงแม้วันนี้ผมจะแปลงเป็นอดีตนักเตะคนหนึ่งไปแล้ว แต่ผมก็ยังคงอยู่ในแวดวงที่ผมรัก โดยตอนนี้ผมได้เริ่มเส้นทางการเป็นโค้ช จากการทำทีมอะคาเดมี เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ยู 15 และจะพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เพื่อให้ที่จะได้ก้าวมาเป็นโค้ชที่ดีคนหนึ่งของเมืองไทย ให้เหมือนกับนักเตะรุ่นพี่ที่ผมเคารพรักทุกท่าน……

 

สุดท้ายนี้ผมต้องขอขอบพระป๊ะป๋าแม่, ครอบครัว และที่สำคัญที่สุดแฟนบอลทุกๆ ท่านที่ติดตามผลงานของผม และให้กำลังใจผมมาตลอด 18 ปี บนเส้นทางลูกหนัง ผมจะนำประสบการณ์ทั้งหมด กับความรู้ในวิชาชีพที่ผมรักนี้ มาช่วยพัฒนาแวดวงบอลไทยให้ได้ในอนาคตครับ ขอบคุณมากครับ……

ณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์

นอกจากการรับใช้ทีมชาติในแดนรับแล้ว โอ๊ต ณัฐพร ยังเป็นเจ้าของประตูชัยแห่งความทรงจำ ด้วยการยิงประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษของซีเกมส์ 2003 รอบชิงชนะเลิศ พาไทยชนะเวียดนาม 2-1 คว้าเหรียญทองบอลชายในปีนั้นไปครอง   

เล่นบอลทีมชาติไทยนัดแรกในปี 2003-2012 และผลงานในการเล่นทีมชาติที่คนไทยคนจำนวนไม่น้อยจดจำคือการยิงไกลด้วยเท้าซ้ายเข้าประตู ซึ่งเป็นการแข่งขันกับเวียดนามในซีเกมส์ในปี2003 ซึ่เป็นปีสุดท้ายที่ใช้กฎโกลเด้นโกล ในการแข่งขันทัวร์นาเม้นท์นั้นเป็นประตูของการยิงเข้าในช่วงต่อเวลาพิเศษ จึงเป็นอีกหนึ่งผลงานที่มีส่วนร่วมทีมชาติให้ประสบความสำเร็จได้เยี่ยมและเป็นที่จดจำของคนไทยทั้งประเทศ

ณัฐพร เป็นอดีตนักเตะทีมชาติไทยคนหนึ่งที่มีประวัติการเล่นบอลมานานและประสบการณ์สูง ทำให้ได้รับการขนานนามเป็นเจ้าของฉายา “ซ้ายพิฆาตญวน” ที่รู้จักกันดีในแวดวงลูกหนัง ทุกวันนี้มาพร้อมกับหน้าที่ใหม่โดยการเป็นโค้ชทีมเยาวชนเมืองทอง ยูไนเต็ดด รุ่นอายุ 17 ปี และยังมีการเป็นคอมเมนเตเตอร์ทางทรูวิชั่น ที่เราจะพบหน้าตาอดีตทีมชาติรายนี้ได้บ่อยอีกด้วย

No Comments

ประวัติ ทิม ครูล ประตูจอมเซฟจุดโทษ

ชื่อเต็ม : ทิโมธี มิเชล ทิม ครูล
วันเกิด : 3 เม.ย. 1988 (อายุ 26)   ufa1688 
เกิดที่ : กรุงเฮก,เนคุณร์แลนด์
สัญชาติ : เนคุณร์แลนด์
ส่วนสูง : 193 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู
สโมสรปัจจุบัน : นิวคาสเซิล

ประวัติส่วนตัว
     ทิม ครูล เริ่มอาชีพการค้าแข้งด้วยการเล่นให้กับทีมแถวๆบ้านเกิดอย่าง อาร์เอเอส คลับ ก่อนจะได้ไปเล่นให้กับสโมสรอย่าง เดน ฮาก ในศึกพรีเมียร์ ดัตช์ ซึ่งเขาก็ได้ฝึกวิชาการเซฟประตูส่วนใหญ่กับ เดน ฮาก โดยเขาเล่นอยู่ในลีก ดัตช์ ถึง 9 ฤดูระหว่าง 1996-2005 และสามารถติดทีมชาติได้ทุกรุ่นตั้งแต่ เนคุณร์แลนด์รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ในปี 2002 จนกระทั่งได้ขึ้นสู่ชุดใหญ่เมื่อปี 2011 

นิวคาสเซิล 2005
     ในขณะที่เขาอายุได้ 17 ปี สโมสรดังจากอังกฤษอย่าง ''สาลิกาดง'' นิวคาสเซิล ก็ได้มาเห็นฟอร์มเขาและถูกใจอยากรับไปดูแลพัฒนาต่อ ซึ่งค่าตัวของ ครูล ตอนนั้นอยู่ที่ 220,000 ปอนด์ (ประมาน 11.9 ล้านบาท) โดยเซ็นสัญญานด้วยกันทั้งหมด 3 ปี เขาเผ่านาเพื่อให้เป็นมือ 3 ของสโมสร โดยเป็นตัวเลือกรองมาจาก เชย์ กิฟเว่นและสตีฟ ฮาร์เปอร์ ทำให้เขาจะได้ออกแรงส่วนใหญ่ในการเล่นให้ทีมชาติเนคุณร์แลนด์รุ่นอายุไม่เกิน 17 ซะส่วนใหญ่ เขาสามารถโชว์ฟอร์มได้ดีกับทีมดัตช์รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ทำให้เขาได้ลองลงมาเฝ้าเสาเป็นตัวจริงนัดแรกให้ต้นสังกัดในเกมที่อุ่นเครื่องกับ พีเอสวี ไฮโอเฟ่น ในวันที่ 29 กรกฏาคม 2006 
… หลังจากนั้นเขาก็ต้องกลับไปเป็นตัวเลือกที่สามเหมือนเดิม จะกระทั่งได้กลับมาลงเล่นอีกรอบ ในเกม ยูฟ่า คัพ ตอนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2006 ที่พบกับสโมสรปาแลร์โม่ ซึ่งเขาสามารถทำผลงานได้อย่างน่าพอใจเลยทีเดียวเพราะไม่เสียประตูในเกมนี้เก็บคลีนชีตนัดแรกของเขาได้สำเร็จ แล้วเหมือนฟ้าหรือโชคชะตากลั่นแกล้ง เขากำลังจะได้ลงเป็นตัวจริงติดต่อกันใน เลกสอง ที่จะกลับไปพบกับปาแลร์โม่อีกที แต่เขาดันได้รับอาการบาดเจ็บขณะซ้อมก่อนเกมที่จะพบกับ วัตฟอร์ด ต้องพักยาวถึง 6 เดือนเต็ม
… เขากลับมาได้อีกทีในช่วง เมษายน ปี 2007 และได้ต่อสัญญากับนิวคาสเซิลออกไปอีก 4 ปี ในวันที่ 13 มิถุนายน 2007 ซึ่งในปีนี้เขาสามารถพาทีมชาติเนคุณร์แลนด์รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ไปคว้าแชมป์ยุโรปมาได้ และผ่านรอบคัดเลือกโอลิมปิกปี 2008 อีกด้วย

ฟัลเคิร์ก 2007-2008 (ยืมตัว)
     หลังจากหายเจ็บกลับมา เขาก็ถูกส่งให้กับสโมสร ฟัลเคิร์ก ในสก็อตติช พรีเมียร์ลีก ยืมตัว 1 ฤดู โดยลงเกมแรกเขาก็สามารถทำคลีนชีตได้เลยเลย แต่เมื่อถึงเกมที่สอง เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเขาโดนอัดไปถึง 4 ประตูในเกมที่พบกับยอดทีมอย่าง กลาสโกว เซลติก และอีก 3 ประตูกับ เรนเจอร์ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้รับอาการบาดเจ็บอีกรอบทำให้ต้องพักยาวทั้งซีซั่น ทิม ครูล ลงเล่นให้กับ ฟัลเคิกค์ ไปทั้งหมด 22 นัด

คาร์ไลส์ ยูไนเต็ด 2008-2009 (ยืมตัว)
     ก็ถือว่าเป็นผู้รักษาประตูจอมพเนจรคนหนึ่งเลยสำหรับ ทิม ครูล ฤดูต่อมาเขาก็ยังคงถูกนิวคาสเซิล ส่งตัวมาให้กับทางสโมสร คาร์ไลส์ ยูไนเต็ด ยืมตัว ช่วงวันที่ 21 พฤศจิกายน ปี 2008 ด้วยสัญญาเพียง 1 เดือน ก่อนจะกลับไปยังนิวคาสเซิลอีกทีในเดือนมกราคม ซึ่งเขาลงเล่นให้ คาร์ไลส์ ไปทั้งหมด 9 เกม

นิวคาสเซิล ปัจจุบัน
     กลับมานิวคาสเซิลคราวนี้เขาแปลงเป็นแค่ตัวเลือกที่สองเท่านั้นหลังจากการย้ายไปของ เชย์ กิฟเว่น เขาเป็นรองเพียงแค่ ฮาร์เปอร์ ที่ยังคงยึดมือหนึ่งอยู่ และก็เหมือนฟ้าเป็นใจในวันที่ 8 สิงหาคม 2009 เกมกับเวตส์บรอมวิช ทิม ครูล ถูกส่งลงมาแทนฮาร์เปอร์ในช่วงหลังด้วยเหตุว่าได้รับอาการบาดเจ็บ แล้ว ครูล ก็สามารถโชว์ฟอร์มได้ดีเยี่ยม จนสื่ออย่างเดอะ การ์เดี้ยน ยกย่องเขาว่าเป็นผู้รักษาประตูที่น่าจับตามองคนหนึ่งเลยทีเดียว และหลังจากนั้นเขาก็ได้ลงสนามเป็นตัวจริงนัดแรกในวันที่ 2 พฤษภาคม 2010 ในเกมที่พบกับ ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ ซึ่งเขาก็สามารถทำคลีนชีตได้ทันทีเช่นเคย หลังจากนั้น กรกฏาคม ปี 2010 นิวคาสเซิลก็ต่อสัญญากับเขาออกไปอีก 4 ปี และเขาก็ได้ลงเล่นมากขึ้นในฤดูต่อมา
     ไปสู่ช่วงยุค อลัน พาร์ดิว มาคุมทัพ ทิม ครูล ได้ขึ้นมาเป็นมือหนึ่งประจำทีมจนได้ ส่งผลให้ฮาร์เปอร์ถูกส่งไปให้กับทางด้าน ไบรท์ตัน ยืมตัวไป เข้าสตาร์ทในฤดู 2011-2012 ได้อย่างดียิ่ง โดยทำคลีนชีต ใน 2 เกมแรกติดต่อกันที่พบกับ อาร์เซน่อล และ ซันเดอร์แลนด์ ทิม ครูล ลงเล่นครบ 50 นัดในเกมที่พบกับเชลซี ซึ่งเขาก็ฉลองด้วยการเซฟจุดโทษของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ในเกมที่แพ้เชลซีไป 3-0 หลังจากนั้นก็ทำให้เขากลายมาเป็นมือหนึ่งมาตลอด ในถิ่น เซนต์ เจมส์ ปาร์ค และมาได้รับเสื้อเบอร์ 1 แทนที่ของฮาร์เปอร์ในฤดู 2012-2013 
     ฤดู 2013-2014 ทิม ครูล สามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนพฤศจิกายนมาครองได้ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมตลอดเดือนนั้น ถึงตอนนี้ ทิม ครูล ลงเล่นให้นิวคาสเซิลไปแล้วทั้งหมด 122 เกม

บอลโลก 2014
     ทิม ครูล เป็นสำรองมาตลอดตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มจนมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับคอสตาริกา เขาพึ่งได้ลงไปสมผัสสนามในฐานะผู้เล่นสำรอง และลงไปเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษด้วย แต่ทั้งหมดมันเป็นแท็กติกจาก หลุยส์ ฟาน กัล นายใหญ่ของทัพ ''อัศวินสีส้ม'' ที่เปลี่ยน ทิม ครูล ลงไปเพื่อให้ให้ไปเซฟจุดโทษโดยเฉพาะ และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เลือกพุ่งถูกทางทุกลูกที่ผู้เล่นคอสตาริกายิง และเซฟได้ 2 หน พาเนคุณร์แลนด์ ไปสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ต้องติดตามกันต่อไปว่า เขาจะสามารถมีโอกาสได้เซฟจุดโทษจนถึงนัดชิงชนะเลิศหรือเปล่าในศึกเวิลด์ คัพ 2014 ที่ประเทศบราซิล คราวนี้

   ทิม ครูล ผู้รักษาประตูจอมหนึบทีมชาติฮอลแลนด์ ยอมรับเหมือนกับความฝันที่แปลงเป็นจริง หลังลงสนามมาเป็นฮีโร่ช่วยทีมเอาชนะจุดโทษ คอสตาริกา ไปได้ 4-3 ( เสมอในเวลา 0-0 ) ในเกมบอลโลก 2014 รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อคืนที่ผ่านมา

นายทวารจากนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ถูกเปลี่ยนลงสนามมาแทน แยสเปอร์ ซิลเลสเซน ในช่วงต่อเวลาพิเศษและเจ้าตัวก็ไม่ทำให้ หลุยส์ ฟาน กัล บอสใหญ่ค่ายกังหันผิดหวังหลังโชว์เซฟลูกจุดโทษได้ถึง 2 ครั้ง พร้อมพาบ้านเกิดตีตั๋วไปสู่รอบรองชนะเลิศไปเป็นที่เรียบร้อย โดยจะไปเจอกับอาร์เจนตินา ในวันที่ 9 กรกฏาคมนี้

"ผมรู้อยู่แล้วว่าผมมีโอกาสที่จะได้ลงสนาม ถ้าเรายังเหลือโควต้าเปลี่ยนตัวอยู่" ครูล กล่าว "ผมเริ่มรู้สึกกลุ้มใจน้อยในช่วงที่่หมด 120 นาที  แต่ในที่สุดสิ่งต่างๆมันก็จบลงด้วยดีเหมือนกับความฝันของผมเป็นจริงแล้ว คุณไม่มีทางเข้าใจกับสิ่งที่ผมผ่านมันมาได้หรอก"

นอกจากนี้จอมหนึบวัย 26 กะรัต ยังได้กล่าวยกย่อง แยสเปอร์ ซิลเลสเซน นายด่านมือหหนึ่งของทีมกังหันลมว่า มีส่วนสำคัญที่ทำให้บ้านเกิดของพวกเขาทะลุไปสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ หลังช่วยเซฟลูกยิงสำคัญของ มาร์กอส อูเรนา ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

"ถ้า แยสเปอร์ ไม่เซฟลูกนั้นในช่วงท้ายเกมแล้วละก็ เราคงไม่ได้มายิงลูกโทษหรอก  มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เราได้แสดงออกมาในถึงความเป็นทีม เราดูการยิงจุดโทษของพวกเขา (ในเกมกับกรีซ) แต่จริงๆ เราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากนัดนั้นเลย มันเป็นการรอคอยที่นานที่สุดเท่าที่จะเป็นได้และเราได้ผ่านการอบรมเรื่องการเซฟจุดโทษกับ ฟรานส์ โฮค (โค้ชผู้รักษาประตู) ของเรามาบ้างแล้ว"

No Comments

ประวัติ เดียฟร้า ซาโก้

เดียฟร้าซาโก้ซัดปิดท้ายพา "ขุนค้อน" ยำใหญ่ "หงส์ขาว" 3-1

          เดียฟร้า ซาโก้ หัวหอกของสโมสร เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ปรับตัวกับ พรีเมียร์ลีก ได้อย่างรวดเร็วและยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมได้สำเร็จ ด้วยการซัดไป 7 ประตูจาก 9 เกม นอกจากนี้ยังฟอร์มดีจนถูกเรียกไปติดทีมชาติ เซเนกัล สู้ศึก แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ อีกด้วย

          ซาโก้ ซัดประตูปิดกล่องในเกมที่เปิดสนาม โบลีน กราวน์ด เอาชนะ สวอนซี ซิตี้ ไปได้ 3-1 หลังจากตามก่อนในนาทีที่ 19 จาก วิลฟรีด โบนี่ แต่ "ขุนค้อน" มาได้สองประตูรวดจาก แอนดี้ แคร์โรลล์ ในนาทีที่ 41 และ 66 แซงนำ 2-1 ก่อนที่ ซาโก้ จะยิงประตูที่สามในนาทีที่ 87

          หัวหอกดีกรีทีมชาติ เซเนกัล วัย 24 ปีรายนี้ ถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่อย่างเป็นทางการเพื่อให้ลุยศึก แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ที่กำลังจะเปิดฉากในเดือน มกราคม ปี 2558 ที่ประเทศกินีเป็นเจ้าภาพ พร้อมกับเพื่อให้นร่วมทีมอย่าง ชีคคู คูยาเต้ มิดฟิลด์รุ่นราวคราวเดียวกัน

 

ชื่อเต็ม : เดียฟร้า ซาโก้
วันเกิด : 24 ธันวาคม 1989
เกิดที่ : กูเอเดียวาเย้, เซเนกัล
สัญชาติ : เซเนกัล
ส่วนสูง : 184 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า

ประวัติส่วนตัว

          เดียฟร้า ซาโก้ (24 ธันวาคม 1989) ศูนย์หน้าชาวเซเนกัล ที่ปัจจุบันค้าแข้งกับสโมสร เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ซึ่งเขาเริ่มอาชีพนักเตะกับทีม เม็ตซ์ ในปี 2009 ก่อนที่จะถูกปล่อยตัวไปเล่นให้กับสโมสร บูโลญ ในเวลาต่อมา

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

เม็ตซ์ (2009-2014)

          ซาโก้ ย้ายมาค้าแข้งในฝรั่งเศสในปี 2007 ด้วยการมาฝึกซ้อมกับสโมสร เม็ตซ์ ซึ่งภายหลังที่เขายิงไป 17 ประตูใน 22 เกมให้กับทีมสำรองในฤดู 2009/10 ทำให้เขาได้รับรางวัลด้วยการขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ในที่สุด และ ซาโก้ ได้รับโอกาสลงสนามเป็นนัดแรกในเกมที่เปิดบ้านเจ๊า แบรสต์ 0-0 ช่วงวันที่ 19 มกราคม 2010 แต่หลังจากนั้นในวันที่ 10 กันยายน เขาสามารถทำประตูแรกในสีเสื้อของ เม็ตซ์ ได้ในเกมที่เปิดรังเสมอ น็องต์ 1-1 ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกลงสนามในฐานะผู้เล่นสำรองตลอดช่วง 3 ฤดูแรกของเขา ก่อนที่จะถูกปล่อยยืมให้กับ บูโลญ ในเดือน มกราคม 2012

          เมื่อเดือน พฤษภาคม 2012 สโมสร เม็ตซ์ ต้องลงไปเล่นในลีกดิวิชั่นสามของฝรั่งเศส อย่างไรก็ดี ผู้จัดการทีมคนใหม่ อัลเบิร์ต คาร์เทียร์ ให้โอกาส ซาโก้ ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ซึ่งเขาทำให้ทีมไม่ผิดหวังด้วยการซัดไป 19 ประตูจาก 33 เกมลีก ช่วยให้ทีมจบชั้น 2 และได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ ลีก เดอซ์ อีกรอบ โดยในปี 2013/14 เขาซัลโวไป 20 ตุงใน 36 เกมให้กับ เม็ตซ์ เป็นแชมป์ ลีก เดอซ์ ด้วยทักษะของ ซาโก้ ล้วน ๆ จนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีประจำ ลีก เดอซ์ ฤดู 2013-2014

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (2014-ปัจจุบัน)

          ช่วงวันที่ 14 สิงหาคม 2014 ซาโก้ ได้ตัดสินใจจรดน้ำหมึกด้วยสัญญา 4 ปีแบบไม่เปิดเผยค่าตัวกับสโมสร เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ซึ่งเขาได้กล่าวไว้ในวันที่เซ็นสัญญาว่า "นี่เป็นวันที่น่าภาคภูมิใจที่ได้เซ็นสัญญากับ เวสต์แฮม, ผมรักในบอลอังกฤษจริง ๆ และผมมีฝันที่จะได้มาเล่นและเป็นหนึ่งในนักเตะของทีมใหญ่ ๆ ในเกาะอังกฤษ ซึ่งวันนี้ เวสต์แฮม ได้ให้โอกาสนั้นกับผมและผมไม่ลังเลที่จะคว้ามันไว้"

          เริ่ม ฤดู 2014-15 ซาโก้ ลงสนามเป็นนัดแรกให้กับ "ขุนค้อน" ช่วงวันที่ 23 สิงหาคม ในเกมที่บุกเอาชนะ คริสตัล พาเลซ 3-1 โดยลงสนามมาแทนที่ของ คาร์ลตัน โคล ในนาทีที่ 63 และต่อมาในวันที่ 26 สิงหาคม เขาสามารถทำประตูแรกให้กับทีมได้สำเร็จ ในเกมที่พบกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด รอบสองบอล ลีก คัพ ซึ่งสุดท้ายเขาก็สามารถค้นหาประตูแรกในลีกในสีเสื้อของ เวสต์แฮม ได้สำเร็จ ตอนวันที่ 15 กันยายน ในเกมที่บุกไปเสมอ ฮัลล์ ซิตี้ 2-2 โดยในตอนแรกให้เป็นเครดิตการทำเข้าประตูตัวเองของ เคอร์ติส เดวี่ส์ ก่อนที่ต่อมาจะแก้ไขให้เป็นประตูของ ซาโก้ ในที่สุด

          เขาลงสนามเปิดตัวในบ้านเป็นเกมแรก ในเกมที่พบกับ หงส์แดง ตอนวันที่ 20 กันยายน และยังสามารถยิงประตูได้อีกด้วย จากการชิปบอลผ่านตัว ซิมง มิโญเล่ต์ ซึ่งผลการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของ เวสต์แฮม ด้วยสกอร์ 3-1 หลังจากนั้นในวันที่ 29 กันยายน ซาโก้ ยิงได้หนึ่งประตูในเกมที่บุกพ่าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-2 ซึ่งนั่นเป็นประตูที่สี่ของเขา และยังเป็นการลงสนามเป็นตัวจริงนัดแรกของเขาด้วย

          โดยในวันที่ 25 ตุลาคม 2014 ซาโก้ เป็นผู้ทำประตูชัยให้ทีมเปิดบ้านเอาชนะแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปได้ 2-1 และนั่นทำให้เขาแปลงเป็นนักเตะ เวสต์แฮม คนแรกที่ยิงได้ทุกนัดติดต่อกัน 6 เกมรวด ซึ่งด้วยความชำนาญอันเด็ดดวงนั้น ทำให้เขาคว้ารางวัลนักเตะพรีเมียร์ลีกยอดเยี่ยมประจำเดือน ตุลาคม 2014 ไปครองร่วมกับ แซม อัลลาไดซ์ ที่ได้รับรางวัล ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนด้วยเช่นกัน

การลงเล่นในให้กับทีมชาติ

          ซาโก้ ลงสนามในนามทีมชาติ เซเนกัล เป็นนัดแรกในเกมกระชับมิตรกับทีมชาติ บูกิน่า ฟาโซ ตอนวันที่ 21 พฤษภาคม 2014 ซึ่งประตูแรกของเขาเกิดขึ้นในอีก 4 วันให้หลัง ในเกมที่เอาชนะ โคโซโว 3-1 ซึ่งภายหลังที่โชว์ฟอร์มดีกับสโมสร เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทำให้ ดิดิเย่ร์ เดช็องส์ กุนซือทีมชาติฝรั่งเศสให้ความสนใจที่จะดึงตัวเขามาเล่นให้กับทีม "ตราไก่" จนมาถึงเดือน ตุลาคม 2014 เขายังไม่เคยลงสนามให้กับทีม "สิงโตแห่งแอฟริกา" ในเกมอย่างเป็นทางการ จึงทำให้เขาสามารถเลือกเล่นให้กับทีมชาติ เซเนกัล หรือ ฝรั่งเศส ก็ได้ อย่างไรก็ดี ในเดือน พฤศจิกายน 2014 เขาถูกเรียกไปติดทีมชาติ เซเนกัล ภายใต้การทำทีมของผู้จัดการทีม อแลง ชิแรสส์ ลุยศึก แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ 2015 รอบคัดเลือกพบกับ อิยิปต์ และ บอตสวานา

ความสำเร็จในระดับสโมสร

เม็ตซ์

– แชมป์ ลีก เดอซ์ : 2013-2014

ความสำเร็จส่วนตัว

– นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีประจำ ลีก เดอซ์ : 2013-2014
– นักเตะพรีเมียร์ลีกยอดเยี่ยมประจำเดือน : ตุลาคม 2014

ufa1688

No Comments

ประวัติ แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก

ชื่อเต็ม : แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก
วันเกิด : 6 ตุลาคม 1997
เกิดที่ : ซิลเคบอร์ก , ประเทศ เดนมาร์ก
สัญชาติ : เดนมาร์ก
ส่วนสูง : 187 เซ็นติเมตร
ตำแหน่ง : ศูนย์หน้า

ประวัติส่วนตัว
          แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก เป็นนักเตะอาชีพชาวเดนมาร์กที่เล่นในตำแหน่งศูนย์หน้า ของสโมสร อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ดัตช์ และทีมชาติเดนมาร์ก เจ้าตัวเริ่มเส้นทางลูกหนังนัดแรกกับสโมสร ซิลเคบอร์ก ไอเอฟ ในศึก เดนมาร์ก ซูเปอร์ลีก้า ขึ้นทีมชุดใหญ่ในเดือน พฤษภาคม ปี 2015 ก่อนย้ายมาร่วมทัพ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมในเดือน กรกฎาคมปีเดียวกัน และเปิดตัวนัดแรกกับยักษ์ใหญ่แดนกังหันลมในเดือนกรกฎาคมปี 2016 เจ้าตัวติดทีมชาติเดนมาร์ก ไล่ตั้งแต่ ยู-16, ยู-17, ยู- 21 และปัจจุบันติดทีมชาติชุดใหญ่เรียบร้อยแล้วในเดือนพฤศจิกายน ปี 2016

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ซิลเคบอร์ก ไอเอฟ
          ดอลเบิร์ก เปิดตัวในทีมชุดใหญ่ของ ซิลเคบอร์ก ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2015 ในศึกเดนมาร์ก ซูเปอร์ลีก้า พบกับ บรอนด์บี้ โดยลงสนามในนาทีที่ 63 แทนที่ อเดโอล่า รุนเซว์ โดยในเกมดังที่กล่าวถึงมาแล้ว ซิลเคบอร์ก ไอเอฟ เปิดบ้านพ่าย บรอนด์บี้ 0-2

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ kasper dolberg Silkeborg IF

อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม
          วันที่ 5 มกราคม ปี 2015 อาแจ็กซ์ ประกาศว่า แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก จะย้ายมาร่วมถิ่น อัมสเตอร์ดัม อารีน่า ในฤดูร้อนและเซ็นสัญญา 3 ปี จนถึงฤดูร้อนปี 2018 เจ้าตัวได้รับการจับตามองจาก จอห์น สตีน โอลเซ่น แมวมองชั้นนำระดับโลกที่ศึกษาค้นพบผู้เล่นฝีเท้าฉกาจอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, วิคเตอร์ ฟิชเชอร์ และคริสเตียน อีริคเซ่น ปัจจุบันดาวยิงวัย 19 ปี ตกลงขยายาสัญญาค้าเเข้งของตนออกไปอีกจนถึงปี 2021 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

          แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก เปิดตัวกับ อาแจ็กซ์ นัดแรกในวันที่ 7 สิงหาคม 2016 ในแมตช์ที่พบกับ สปาร์ต้า ร็อตเตอร์ดัม โดยเปลี่ยนตัวเผ่านาแทนที่ มาเตโอ้ กาเซียร์ร่า และในวันที่ 26 กรกฏาคม 2016 ดอลเบิร์ก ยิงประตูแรกของเขาในรายการยุโรปได้สำเร็จ ในเเมตช์ที่ อาแจ็กซ์ เปิดบ้านเสมอ พีเอโอเค ซาโลนิก้า 1-1 ในการแข่งขัน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบคัดเลือก รอบ 3

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

          ประตูแรกในเอริดิวิซี่ ลีกของ ดอลเบิร์ก เกิดขึ้นในสัปดาห์ต่อมา ที่เจ้าตัวได้รับโอกาสให้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมลีกนัดที่ อาแจ็กซ์ เสมอ โรด้า เจซี 2-2 ซึ่งเจ้าตัวเหมายิงคนเดียวทั้งสองลูก วันที่ 29 กันยายน ดอลเบิร์กเริ่มติดเครื่องด้วยการซัดประตูชัยให้ อาแจ็กซ์ เปิดบ้านเอาชนะ สตองดาร์ด ลีแอช 1-0 ในศึกยูโรป้า ลีก ความร้อนแรงของหัวหอกวัย 19 ปี ยังไม่หยุดแค่นั้นในศึก "เดอ คลาสิเกอร์" บิ๊กแมตช์ประจำประเทศระหว่าง เฟเยนูร์ด ร็อตคุณร์ดัม เปิดบ้านพบ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ดาวเตะโคนมซัดประตูให้ทีมขึ้นนำเจ้าบ้านไปก่อน 1-0 ก่อนจะจบเกมด้วยผลเสมอ 1-1

          วันที่ 20 พฤศจิกายน 2016 แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก ประกาศศักดาด้วยการซัดแฮตทริกใส่ ไนจ์เมเก้น ตั้งแต่ครึ่งแรก ก่อนจบเกมด้วยสกอร์ 5-0 ทำให้เขาบันทึกสถิติเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ไม่ใช่ชาวดัตช์ ที่สามารถทำแฮตทริกให้กับ อาแจ็กซ์ได้

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

          ในวันที่ 9 มีนาคม 2017 ดอลเบิร์ก กระทุ้งตาข่ายให้อาแจ็กซ์ ได้ในเกมที่พวกเขาบุกพ่าย เอฟซี โคเปนเฮเก้น 1-2 ในศึก ยูโรป้าลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก แปลงเป็นประตูเเรกที่ โคเปนเฮเก้น เสียในบ้านของพวกเขานับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2016

ทีมชาติเดนมาร์ก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ kasper dolberg denmark
          ในเดือน พฤศจิกายน 2016 ดอลเบิร์ก ถูกเรียกติดทีมชาติเดนมาร์กชุดใหญ่นัดแรก ในเกมกับ คาซัคสถาน และสาธารณรัฐเช็ก ศึกบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนยุโรป โดยเจ้าตัวลงสนามนัดแรกในวันที่ 11 พฤศจิกายน โดยลงมาแทนที่ อันเดรียส คอร์เนลิอุส ในนาทีที่ 82 ในแมตช์ที่ทัพ "โคนม" ถล่มคาซัคสถาน 4-1 ที่สนาม พาร์เคน สเตเดี้ยม

ufa1688

 

No Comments

ประวัติ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า

เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ชื่อเต็ม เกปา อาร์ริซาบาลากา เรบูเอลตา เกิดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 1994 เขาเกิดในเมืองออนดาร์โรอา จังหวัดบิสกาย แคว้นบาสก์ ทางตอนเหนือของประเทศสเปน เขาเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ในอคาเดมี่ของสโมสรแอธเลติก บิลเบา ในตำแหน่งผู้รักษาประตู

จากวันที่เริ่มเข้าสู่ทีมอคาเดมี่ของสโมสร แอธเลติก บิลเบา เขาใช้เวลาฝึกซ้อมอยู่กับสโมสร 8 ปี และได้รับสัญญาเป็นดาวเตะอาชีพฉบับแรกจากทีมในระดับดิวิชั่น 3 ของลีกสเปนอย่าง คลูบ เดปอร์ติโบ บิสโคเนีย และยังเป็นทีมสำรองที่พัฒนานักฟุตบอลในระดับเยาวชนให้กับทางสโมสร บิลเบา แอธเลติก “บี” ซึ่งเป็นทีมสำรองของสโมสร แอธเลติก บิลเบา อีกที   ufa1688 

Kepa-young

เด็กฝึกหัด อคาเดมี่
ในกลางปี 2012 เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ได้รับโอกาสขึ้นมาเป็นสำรองของทีมชุดใหญ่ในเกมการแข่งขัน ลาลีก้า สเปน ที่ แอธเลติก บิลเบา พบกับ เคตาเฟ่ ซึ่งในการแข่งขันนัดดังกล่าว เกปา ยังไม่ได้รับโอกาสในการลงสนาม แต่เพียงเท่านี้ก็ถือได้ว่าเป็นผลดีอย่างมากกับเด็กดาวรุ่งอย่างเขา ที่ได้มีโอกาสก้าวขึ้นมานั่งเป็นตัวสำรองและได้สัมผัสเกมอยู่ข้างสนาม

ฤดูกาลต่อมาเขาถูกเลื่อนขึ้นมาอยู่กับทางทีม บี ของสโมสร แอธเลติก บิลเบา ซึ่งในตอนนั้นตัวเขามีอายุเพียง 19 ปี และได้ลงเล่นให้กับทีมสำรองของสโมสรจนอายุถึง 22 ปี ก่อนที่จะได้รับโอกาสก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัว

Kepa-athletic
เกปา เป็นนักฝึกหัดจากศูนย์ฝึกเยาวชนของสโมสรแอธเลติก บิลเบา

เก็บคลีนชีตใน ลาลีก้า 2
ถึงจะได้ก้าวขึ้นมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่แบบเต็มตัวแล้วก็จริง แต่ เกปา ก็ยังคงไม่ได้ลงเล่นในทันที แต่เป็นทาง พอนเฟร์ราดินา ซึ่งยืมตัวเขาไปในช่วงเปิดตลาดฤดูหนาวในปี 2015 ในการแข่งขันดิวิชั่น 2 เกปา ได้ลงเล่นให้กับทีมไปถึง 19 นัด และยังสามารถเก็บคลีนชีตไปได้ถึง 7 นัดพร้อมกัน และเกปา ยังช่วยให้ พอนเฟร์ราดินา จบอยู่ในอันดับที่ 7 ของตารางและยังเป็นอันดับสูงที่สุดที่ พอนเฟร์ราดินา เคยทำได้ในประวัติศาสตร์ของสโมสร

Kepa-athletic

ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เต็มตัว
หลังจากที่ เกปา กลับมาจากสโมสร พอนเฟร์ราดินา เขาได้ถูกดันขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่ของสโมสรทุนที ในฤดูกาล 2016/2017 หลังจากกลับมาจากการยืมตัว 1 ปีเต็ม เพียงหนึ่งฤดูกาลแรกที่ขึ้นมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของสโมสร เขาก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของสโมสร แทนที่ของ กอร์ก้า อิไรซอซ ได้ โดยฟอร์มการเล่นในฤดูกาลแรงของเขาเป็นเหตุให้กับนายทวารตัวเก๋าอย่าง อิไรซอซ ต้องย้ายออกจากทีมไปเล่นให้กับสโมสร จิโรนา ในทันที

ในฤดูกาล 2017/2018 เกปา ได้โอกาสขึ้นมาเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของสโมสรได้แบบเต็มตัว แม้ว่าว่าทีมจะมีผลงานจบเพียงแค่อันดับที่ 16 แต่ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า กลับได้รับคำชมจากบรรดาสื่อและสาวกอย่างมากมาย จนได้รับการต่อสัญญายาวออกไปในทันที ก่อนที่จะถูกปล่อยตัวให้กับสโฒสรเชลซีในเวลาต่อมา

kepa-cfc

นายทวารค่าตัวสูงเป็น Stats 
เกปา อาร์ริซาบาลากา ได้รับการต่อสัญญากับทางสโมสร แอธเลติก บิลเบา ยาวไปจนถึงปี 2025 เป็นเหตุให้ค่าฉีกสัญญาของตัวเขาจึงมีจำนวนมหาศาลเป็นอย่างมาก แต่ถ้าด้านสโมสรเชลซี ในยุคของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ได้มองเห็นถึงศักยภาพของตัวผู้รักษาประตูรายนี้ จึงได้ทำการตัดสินใจและทุ่มเงินเป็นจำนวนถึง 71.6 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัวนายทวารดาวรุ่งคนนี้มาอยู่กับทางสโมสรในทันที

จำนวนเงินดังกล่าวเป็นเหตุให้ เกปา กลายเป็นผู้รักษาประตูที่มีค่าตัวสูงเป็น Stats โลก แซงหน้าผู้รักษาประตูร่วมลีกอย่าง อลิสซอน เบคเกอร์ ไปเพียง 5 ล้านปอนด์เท่านั้น และนั่นทำให้ตัวเขาเริ่มเกิดอาการกดดันกับตัวเองมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ใช่แค่จะต้องเข้ามาเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของสโมสรเชลซีเพียงเท่านั้น แต่ฟอร์มการเล่นของเขาจะต้องออกมาให้กองเชียร์เกิดความประทับใจอีกด้วย

Kepa-Europa-League
เกปา มีส่วนร่วมกับทีมช่วยให้ทางสโมสรสามารถคว้าแชมป์  UEFA  ยูโรปา ลีก ได้สำเร็จ

บทเรียนที่ต้องจดจำ
หลังจากที่ เกปา ได้ย้ายเข้ามาเล่นให้กับสโมสรเชลซีในฤดูกาล 2018/2019 เขาก็ทำผลงานในสนามออกมาได้อย่างน่าประทับใจและกลายเป็นตัวหลักของสโมสรมาตลอดทั้งซีซั่น

จนกระทั่งเกมการแข่งขันนัดชิงฟุตบอล ลีกคัพ ที่สิงห์บลูพบกับ  Manchester City  ตัวเขาได้โชว์ฟอร์มการเล่นออกมาได้อย่างสุดยอดจนทำให้ทีมเสมอและต้องต่อเวลาต่อแข่งขันยาวออกไปได้อีก แต่ด้วยเทคติกของกุนซือนั้นมีความต้องการที่จะทำการเปลี่ยนตัวเอาผู้รักษาประตูตัวเก๋าของทีมอย่าง วิลลี่ กาบาเยโร่ ลงสนามเพื่อมาเซฟจุดโทษแทนที่ของเขา แต่ทางด้านของ เกปา ที่มีความมั่นใจและคิดว่าตัวเองสามารถจะเล่นต่อไปจนถึงรอบการดวลจุดโทษได้ ทำให้เขาตัดสินใจที่จะปฏิเสธการเปลี่ยนตัวของกุนซืออย่าง เมาริซิโอ ซาร์รี่ ในทันที เป็นเหตุให้ทีมต้องพ่ายแพ้ให้กับ  Manchester City  ในการดวลจุดโทษไปด้วยสอร์ 3-4

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ ซาร์รี่ รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก และตัดสินใจทำโทษ เกปา ด้วยการแบนนักเตะรายนี้ไม่ให้ลงสนามเป็นจำนวน 2 เกม และเสียค่าปรับอีกจำนวนมหาศาล ซึ่งในเวลาต่อมาทั้ง เกปา และซาร์รี่ ได้ออกมาพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในทำนองที่ว่าทั้ง 2 คนสื่อสารและเข้าใจกันผิด ทำให้เกิดดังกล่าวขึ้น

แต่ถึงยังไงก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกมนัดชิงนั้น ได้เพิ่มประสบการณ์และบทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิตค้าแข้งของตัวเขาเลยทีเดียว

แชมป์แรกกับสิงห์สำอาง
หลังจากเหตุการณ์ที่เป็นบทเรียนสอนใจในชีวิตการค้าแข้งของเขาได้ผ่าน เกปา ได้มีโอกาสกลับมาลงสนามให้กับสโมสรได้อีกครั้ง พร้อมทั้งยังสามารถพาสโมสรเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ในการแข่งขัน ยูโรป้า ลีก ได้สำเร็จ โดยในเกมนัดกล่าวคือเกมการแข่งขันของทั้ง 2 ทีมแห่งเกาะเมืองผู้ดีอย่าง ไอ้ปืนใหญ่ และสิงห์สำอางซึ่งในเกมนัดนี้นับเป็นโอกาสที่เขาจะแก้ตัวจากความผิดพลาดของตัวเองจากนัดชิงลีกคัพได้

โดยในเกมนัดชิงชนะเลิศ  UEFA  ยูโรปา ลีก ครั้งนี้  เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ทำผลงานออกมาได้อย่างสุดยอดและช่วยให้ทีมเอาชนะทีมร่วมลีกอย่าง ไอ้ปืนใหญ่ ไปได้ 4-1 เป็นเหตุให้เชลซีคว้าถ้วยรางวัลกลับสสโมสรได้อย่างสวยหรู

Kepa-Europa-League
เกปา สามารถช่วยปกกันประตูให้กับสโมสรเชลซีจนคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

ทีมชาติสเปน
เกปา ถูกเรียกตัวติดทีมชาติตั้งแต่ต้นปี 2017 ในเกมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่ทีมชาติสเปน พบกับ ทีมชาติ อิสราเอล แม้ว่าจะติดทีมชาติมาในฐานะผู้รักษาประตูสำรองเท่านั้น โดยต่อมาไม่นานตัวเขาได้ถูกส่งลงงสนามเป็นตัวจริงในเกมการแข่งขันนัดกระจับมิตรกับทีมชาติ คอสตาริกา

หลังจากที่ เกปา สามารถทำผลงานกับทาง แอธเลติก บิลเบา ออกมาได้อย่างสุดยอดเป็นเหตุให้เจาตัวกลายเป็นข่าวอย่างหนาหูกับทางสโมสร ราชันชุดขาว ก่อนจะถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติสเปน ในชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ในฐานะผู้รักษาประตูอันดับที่ 3 ถัดมาจาก ดาบิด เด เคอา และ เปเป้ เรนา

เกียรติประวัติ
สโมสรเชลซี
UEFA Europa League : 2018-2019

ทีมชาติสเปน
UEFA European U19 Championship : 2012

รางวัลส่วนตัว
ทีมยอมเยี่ยม UEFA Europa League: 2018-2019

1. ข้อมูลส่วนตัว
KRASNODAR, RUSSIA – JUNE 11: Kepa goalkeeper of Spain looks on during a training session on June 11, 2018 in Krasnodar, Russia. (Photo by TF-Images/Getty Images)

นายทวารคนใหม่ของChelseaมีชื่อเต็ม ๆ ว่า เกปา อาร์ริซาบาลากา เรบูเอลตา โดยชื่อจริงของเขาคือ เกปา ส่วน อาร์ริซาบาลากา คือนามสกุลจากฝั่งพ่อ ขณะที่นามสกุลจากฝั่งแม่คือ เรบูเอลตา ตามธรรมเนียมแล้ว นามสกุลฝั่งพ่อจะเป็นส่วนที่ใช้ส่งต่อให้กับลูก ๆ ทำให้คนโดยมากจะรู้จักเขาในชื่อ เกปา อาร์ริซาบาลากา หรือบางทีก็แค่ เกปา 

เขาเกิดที่เมิองโอนดาร์โรอา จังหวัดบิสกาย แค้วนบาสก์ แคว้นทางตอนเหนือของสเปน ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของนักฟุตบอลดัง ๆ หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ชาบี อลอนโซ, มิเกล อาร์เตต้า, อันเดร์ เอร์เรรา และ เซซาร์ อัซปิลิกูเอต้า เพื่อนร่วมทีมคนใหม่ของ เกปา 

2. เด็กปั้นจาก บิลเบา
MADRID, SPAIN – APRIL 18: Goalkeeper Kepa Arrizabalaga Revuelta of Athletic Club de Bilbao reacts during the La Liga match between Real Madrid and Athletic Club at Estadio Santiago Bernabeu on April 18, 2018 in Madrid, Spain. (Photo by Power Sport Images/Getty Images)

เกปา เริ่มเล่นฟุตบอลกับอคาเดมีของ แอธเลติก บิลเบา ตอนอายุ 10 ปี 8 ปีต่อมา เขาเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับ คลูบ เดปอร์ติโบ บิสโคเนีย ทีมระดับดิวิชั่น 3 ของลีกสเปน ซึ่งเป็นทีมสำหรับป้อนนักเตะเยาวชนให้กับ บิลเบา แอธเลติก "บี" ทีมสำรองของ แอธเลติก บิลเบา

กลางปี 2012 เกปา ได้โอกาสขึ้นมาเป็นตัวสำรองของทีมชุดใหญ่ในเกม ลาลีก้า กับ เคตาเฟ แต่ยังไม่ได้รับโอกาสลงสนาม ในฤดูกาลถัดมา เขาถูกเลื่อนขึ้นมาติดทีม "บี" เป็นครั้งแรกด้วยวัย 19 ปี และอยู่ในทีมสำรองของ บิลเบา จนอายุ 22 ปี ก่อนจะได้ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่

3. เกมแรกในทีมชุดใหญ่
VILA DO CONDE, PORTUGAL – AUGUST 05: Real Valladolid FC's goalkeeper Kepa in action during the Pre-Season Friendly match Rio Ave FC v Real Valladolid FC at Estdio dos Arcos on August 5, 2015 in Vila do Conde, Portugal.  (Photo by Gualter Fatia/Getty Images)

เกปา ไม่ได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่ครั้งแรกกับ บิลเบา แต่เป็น พอนเฟร์ราดินา ซึ่งดึงตัวเขาไปแบบยืมตัวในเดือนมกราคมปี 2015 ใน ลาลีก้า 2 เกปา ลงเล่นให้สังกัดใหม่ของเขาไป 19 นัด นำทีมเก็บคลีนชีตได้ 7 นัด (ต่นสังกัดของเขาชนะทุกครั้งที่เขาเก็บคลีนชีตได้) และช่วยให้ พอนเฟร์ราดินา จบอันดับ 7 ในปีนั้น และเป็นอันดับสูงที่สุดร่วมที่ พอนเฟร์ราดินา เคยทำได้ในประวัติศาสตร์ของสโมสร

ฤดูกาลต่อมาเขาถูกส่งไปยืมตัวกับ เรอัล บายาดอลิด ทั้งฤดูกาล กว่าจะได้ลงเล่นกับ บิลเบา ชุดใหญ่ เขาต้องรอจนปลายปี 2016 โน่นเลยจึงได้ลงเล่นในฐานะมือสามของทีม ซึ่งต่นสังกัดของเขาชนะ เดเปอร์ติโบ ลากอรุณญา ไป 1-0

4. กลับสู่ บิลเบา
BILBAO, SPAIN – SEPTEMBER 18:  Kepa Arrizabalaga of Athletic Club reacts during the La Liga match between Athletic Club Bilbao and Valencia CF at San Mames Stadium on September 18, 2016 in Bilbao, Spain.  (Photo by Juan Manuel Serrano Arce/Getty Images)

เกปา ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ บิลเบา ในฤดูกาล 2016/17 หลังไปอยู่กับ บายาดอลิด มา 1 ปีเต็ม และเพียงฤดูกาลแรกก็สามารถขึ้นมาแทนที่นายทวารมือ 1 ของทีมในตอนนั้นอย่าง กอร์ก้า อิไรซอซ ได้เลย

ฟอร์มในฤดูกาลแรกของเขาเป็นเหตุให้ทีมยอมขายตัวเก๋าอย่าง อิไรซอซ ออกไปให้กับ จิโรนา ในฤดูกาลถัดมา เกปา ได้โอกาสขึ้นมาเป็นมือ 1 แบบเต็มตัวในฤดูกาล 2017/18 แม้ทีมจะมีผลงานไม่ดีเท่าไหร่ จบได้เพียงอันดับ 16 ซึ่งเป็นอันดับที่แย่ที่สุดของพวกเขาในรอบ 12 ปี แต่ เกปา กลับได้รับคำชมเป็นอย่างมาก จนได้รับการต่อสัญญาออกไปเมื่อต้นปีนี้เอง ซึ่งสัญญาฉบับดังกล่าวควรจะหมดลงในปี 2025 โน่นเลย หากChelseaไม่ขอซื้อตัวไปเสียก่อน

5. ลุยฟุตบอลโลก
MALAGA, SPAIN – NOVEMBER 11:  Kepa Arrizabalaga of Spain saves the ball during the international friendly match between Spain and Costa Rica at La Rosaleda Stadium on November 11, 2017 in Malaga, Spain.  (Photo by Etsuo Hara/Getty Images)

ฟอร์มของ เกปา ในฤดูกาลล่าสุดกับ บิลเบา นั้นสวนทางกับผลงานของทีมอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่ทัพของเขาร่วงกรูดไปจนเกือบจะถึงโซนตกชั้น แต่เขากลับได้รับคำชมมากมาย ทั้งกลายเป็นข่าวกับ ราชันชุดขาว โดนต่อสัญญาออกไปเพิ่มจนถึงอายุ 30 ปี และถูกเรียกติดทีมชาติ สเปน ชุดลุยฟุตบอลโลก 2018 ในฐานะมือสามของทีมต่อจาก ดาบิด เด เคอา และ เปเป้ เรนา ทั้ง ๆ ที่เขามีประสบการณ์เพียงเกมเดียวเท่านั้นในระดับทีมชาติ

เกปา ติดทีมชาติมาตั้งแต่ต้นปี 2017 แล้วในเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกกับ อิสราเอล แต่เป็นเพียงแค่ตัวสำรองเท่านั้น เขาได้เป็นตัวสำรองต่อมาอีก 7 นัด ก่อนที่จะได้ลงเป็นตัวจริงในเกมกระชับมิตรกับ คอสตาริกา ในเดือนพฤศจิกายน 2017 และแม้จะไม่ได้ลงเล่นเลยในเกมกระชับมิตรที่เหลือ แต่เขาก็ถูกเรียกติดธงไปรัสเซียพร้อมเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ 

6. ไว้ใจได้
BILBAO, SPAIN – MAY 5: Kepa Arrizabalaga of Athletic Bilbao  during the La Liga Santander  match between Athletic de Bilbao v Real Betis Sevilla at the Estadio San Mames on May 5, 2018 in Bilbao Spain (Photo by David S. Bustamante/Soccrates/Getty Images)

เมื่อครั้งที่เขายังคุม แอธเลติก บิลเบา แอร์เนสโต้ บัลแบร์เด้ เคยพูดถึงนายทวารคนนี้ว่า "เขามีปฏิกิริยาที่ยอดเยี่ยมมาก การยืนตำแหน่งก็ดี แถมมีความมั่นใจสูงมาก ๆ จนถ่ายทอดให้เพื่อนร่วมทีมรู้สึกได้ด้วย" 

ไม่ใช่เรื่องโม้เกินไปเท่าไหร่่ เพราะในฤดูกาลนั้น เกปา เซฟในกรอบเขตโทษมากกว่า 60 ครั้ง และเป็นนายทวารลำดับที่สามที่มี Stats ดังกล่าวใน ลาลีก้า 

นอกจากเรื่องดังกล่าว เขายังมี Stats เวฟจุดโทษที่น่าประทับใจ โดยเซฟได้ 2 จาก 3 ครั้งในฤดูกาลล่าสุด และยังมี Stats การเปิดบอลไกลที่แม่นยำอีกด้วย

7. นายทวารค่าตัวแพงที่สุด
Image by P' CHIN

เกปา อาร์ริซาบาลากา มีสัญญายาวไปจนถึงเขาอายุ 30 ปี นั่นทำให้ค่าฉีกสัญญาของเขาจึงแพงเอามาก ๆ  แต่สิงห์บลูคงเห็นแล้วล่ะว่าเขาจะเป็นอนาคตให้ทีมต่อไปได้ จึงได้ยอมทุ่มเงิน 71.6 ล้านปอนด์เป็นค่าสู่ขอ

เงินจำนวนดังกล่าวแซงหน้า Stats สูงสุดสำหรับผู้รักษาประตูอันเก่าของ อลิสซอน ไป 5 ล้านปอนด์เท่านั้น และนั่นยิ่งทำให้ เกปา ถูกกดดันมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ต้องช่วยChelseaเท่านั้น แต่ฟอร์มของเขาต้องน่าประทับใจไม่แพ้คู่แข่งนายทวารคนใหม่ในลีกเดียวกันด้วย

No Comments

ประวัติ ฟิลิปป์ ลาห์ม

ชื่อ :ฟิลิปป์ ลาห์ม
เกิด : 11 พฤศจิกายน 1983
อายุ : 25 ปี
สถานที่เกิด : มิวนิค ,เยอรมัน
ส่วนสูง : 170 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : แบ็ก ซ้าย-ขวา    ufa1688 
 
สโมสรปัจจุบัน 
สังกัด : บาเยิร์น มิวนิค
หมายเลข : 21
 
ข้อมูลสโมสรอาชีพที่เคยค้าแข้ง 
ปี 2001–2003 :บาร์เยิร์น มิวนิค ทีม B
ปี 2003–2005 :สตุ๊ดการ์ด ( ยืมตัว )
ปี 2005–2006 :บาร์เยิร์น มิวนิค ทีม B
ปี 2006–ปัจจุบัน :บาร์เยิร์น มิวนิค ( ทีมชุดใหญ่ )
 
ระดับทีมชาติ 
 ปี 2004-ปัจจุบัน :เยอรมัน
 
ประวัติการค้าแข้ง
 
    ฟิลิปป์ ลาห์ม เริ่มชีวิตการค้าแข้งก็อยู่กับบาเยิร์น มิวนิค ตั้งแต่เริ่มแรก ลาห์ม เติบโตจากการเป็นนักเตะเยาวชนของ "เสือใต้" ทีมต้นสังกัดปัจจุบัน โดยเริ่มเล่นในตำแหน่ง แบ็กซ้าย และเติบโตมาในทีมเยาวช ในฤดู 2003-04 จากนั้น บาร์เยิร์น ก็ได้ตัดสินใจปล่อยตัวเขาไปหาประสบการณ์กับ สตุ๊ตการ์ต แบบยืมตัว ในระยะเวลา 2 ฤดู โดยมีสถิติลงสนามทั้งหมด 52 นัด ยิงได้ 2 ประตู
 
      ในเดือน กรกฎาคม ปี 2005 แบ็กดาวรุ่ง ก็กลับมายัง ต้นสังกัด บาร์เยิร์น มิวนิค อีกที อย่างไรก็ตาม เขาก็เจออาการบาดเจ็บรบกวน จนต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่เป็นระยะ ซึ่งกินเวลาถึง 5 เดือน กว่าที่ ลาห์ม จะหายกลับมาอยู่บนผืนหญ้าอีกรอบในเดือนธันวาคม 
 
ฟิลิปป์ ลาห์ม อาจจะจะถนัดเท้าขวา และธรรมชาติคือ แบ็กขวา แต่เขาก็สามรถเล่นเป็น แบ็กซ้าย ได้เป็นอย่างดี และในขณะเดียวกัน เจ้าตัวสามารถวิ่ง พาบอลทะลุทะลวงคู่แข่งได้อย่างสุดยอด ข้อดีคือการลากไปถึงเส้นหลังแล้วตัดเผ่านาเปิดไปหน้าประตูให้เพื่อให้นร่วมทีม ไม่เพียงแน้น ลาห์มยังยิงด้วยเท้าขวาอย่างหนักหน่วง นั่นทำไห้เขาแจ้งเกิดกับ บาร์เยิร์น และทีมชาติ เยอรมัน โดยในระดับทีมชาติ เขาได้รับหน้าที่ให้เล่นทางซ้าย และเขาก็ทำได้ดีทีเดียว
 
      ลาห์มเป็นที่รู้จักและแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว ในบอลโลกปี 2006 ที่เยอรมัน เป็นเจ้าภาพ สามรถทำประตูสุดสวยในนัด ที่เยอรมัน เจอกับ คอสตาริก้า และก็เป็นนัดที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้จักเขามากขึ้น และในปีเดียวกันนี้ เขาก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปีของ ฟีฟ่า และ ไดรับการคัดเลือกเป็นผู้เล่นสุดยอดทีมแห่งปีของ ยูฟ่า และในศึกยูโร 2008 ที่จะมาถึงนี้ เรามาติดตามดูผลงานของเขา นักเตะที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น ฟูลแบ็กที่เป็น 1 ในผู้เล่นตำแหน่งแบ็กที่ดีที่สุดในโลก ปัจจุบัน ฟูลแบ็กหมายเลขหนึ่งของโลก พึ่งนำ "เสือใต้" คว้าแชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการสยบ ดอร์ทมุนด์ อริร่วมลีก ไป 2-1
  โยอาคิม เลิฟ ผู้จัดการทีมของทีมชาติเยอรมัน ออกโรงยกย่อง ฟิลิปป์ ลาห์ม แบ็คขวาจากสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ว่าเป็นนักเตะที่เล่นได้หลากหลายตำแหน่งที่สุดในเวทีบุนเดสลีก้า

     ลาห์ม ถูก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือของ "เสือใต้" โยกไปเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับในฤดูนี้ ซึ่ง เลิฟ เชื่อว่า มีนักเตะแค่ไม่กี่คนที่จะทำได้เช่นนั้น

     "ตามแผนของผม ฟิลิปป์ จะลงเล่นตรงตำแหน่งแบ็คขวา เพราะในสายตาของผม เขาคือ ฟูลแบ็คที่ดีที่สุดในโลก" เลิฟ กล่าว

     "ฟิลิปป์ อาจจะเป็นนักเตะเพียงคนเดียวในเยอรมัน ที่สามารถลงเล่นในทุกตำแหน่งได้อย่างบริบูรณ์แบบ"

     "เขาไม่เคยมีปัญหากับการปรับตัวให้กับตำแหน่งใหม่ๆ เลย แม้จะโยกจากด้านขวาไปเล่นอยู่ด้านซ้ายแทนก็ตาม คุณสามารถวาง ฟิลิปป์ ตรงตำแหน่งไหนก็ได้ เพราะยังไง เขาก็ทำหน้าที่ได้อย่างบริบูรณ์แบบอยู่ดี" เลิฟ ปิดท้าย

     ในปัจจุบัน ลาห์ม เป็นกัปตันของทีมชาติเยอรมัน และลงสนามรับใช้ชาติไปแล้วทั้งสิ้น 101 นัด

2013-10-14

ชื่อ : ฟิลิปป์ ลาห์ม
 
เชื้อชาติ : เยอรมัน
 
วันเกิด : 11 พฤศจิกายน 1983
 
อายุ : 29 ปี
 
สถานที่เกิด : เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมันตะวันตก
 
ส่วนสูง : 170 เซนติเมตร
 
ต้นสังกัด : บาเยิร์น มิวนิค

ตำแหน่ง : ฟูลแบ็ค, กองกลางตัวรับ
 ฟิลิปป์ ลาห์ม เกิดตอนวันที่ 11 พฤศจิกายน 1983 ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมันตะวันตก เริ่มชีวิตการค้าแข้งก็อยู่กับบาเยิร์น มิวนิค ตั้งแต่เริ่มแรก เขาเติบโตจากการเป็นนักเตะเยาวชนของ "เสือใต้" ทีมต้นสังกัดปัจจุบัน โดยเริ่มเล่นในตำแหน่ง แบ็กซ้าย และเติบโตมาในทีมเยาวชน ลาห์ม ลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของบาเยิร์นเป็นนัดแรกในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่เสมอกับ ลองส์ ไป 3-3 ตอนวันที่ 13 พฤศจิกายน 2002

     ในฤดู 2003-04 บาเยิร์น ก็ได้ตัดสินใจปล่อยตัว ลาห์ม ไปหาประสบการณ์กับ สตุ๊ตการ์ต แบบยืมตัว ในระยะเวลา 2 ฤดู โดยมีสถิติลงสนามทั้งหมด 52 นัด ยิงได้ 2 ประตู ต่อมา ในเดือน กรกฎาคม ปี 2005 แบ็กดาวรุ่ง ก็กลับมายัง ต้นสังกัด บาเยิร์น มิวนิค อีกที อย่างไรก็ตาม เขาก็เจออาการบาดเจ็บรบกวน จนต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่เป็นระยะ ซึ่งกินเวลาถึง 5 เดือน กว่าที่ ลาห์ม จะหายกลับมาอยู่บนผืนหญ้าอีกทีในเดือนธันวาคม

     ฤดู 2006-07 ลาห์ม ลงเล่นบุนเดสลีกาเต็มทั้ง 34 นัด เพราะเขาทำหน้าที่ในตำแหน่งแบ็คซ้ายได้ดีที่สุดในสโมสร และในวันที่ 20 สิงหาคม 2006 ในนัดที่บุกไปชนะ โบคุ่ม 2-1 เขาก็สามารถยิงประตูแรกให้กับต้นสังกัดได้ ต่อมา ในฤดู 2007-08 บาเยิร์นได้ซื้อตัว มาร์เซลล์ แยนเซ่น แบ็คซ้ายทีมชาติเยอรมันมาร่วมทีม ทำให้ ลาห์ม ถูกโยกไปเป็นแบ็คขวา และช่วงปิดฤดู มีข่าวลืออย่างมากเกี่ยวกับการย้ายทีมของเขาไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า แต่สุดท้าย บาเยิร์น ก็จับเขาต่อสัญญากับทีมได้สำเร็จ  ในฤดู 2008-09 ลาห์ม ทำประตูได้ถึง 3 ประตู จากการลงสนาม 28 นัดในลีก แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยให้ บาเยิร์น คว้าแชมป์ใดๆก็ตาได้อยู่ดี ทำให้ เจอร์เก้น คลิ้นสมันน์ เทรนเนอร์ของ "เสือใต้" ในตอนนั้น ต้องออกจากตำแหน่งไป ในฤดู 2009-10 ภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล โค้ชคนใหม่ ลาห์ม ได้ลงเล่นในตำแหน่งที่เขาชอบ คือ แบ็คขวา ซึ่งเขาทำผลงานออกมาได้ดีเยี่ยม โดยยิง 1 ประตู และผ่านบอลให้เพื่อให้นทำประตูอีก 12 ครั้ง รวมในทุกรายการ

     จากการย้ายทีมออกไปของ มาร์ค ฟาน บอมเมล ทำให้ ลาห์ม ได้รับการแต่งตั้งเป็นกัปตันทีมบาเยิร์นในฤดู 2010-11 และในวันที่ 12 พฤษภาคม 2012 เขาก็พาทีมเข้าชิงชนะเลิศบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งพบกับ เชลซี แต่สุดท้ายก็ได้แค่ตำแหน่งรองแชมป์ ต่อมาในฤดู 2012-13 ลาห์ม ก็พาทีมประสบความสำเร็จได้อย่างมากใหญ่ สามารถคว้าได้ถึง 3 แชมป์ คือ แชมป์บุนเดสลีก้า, แชมป์เดเอฟเบ โพคาล และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

     และปัจจุบันในฤดู 2013-14 นี้ ลาห์ม ได้พบกับความท้าท้ายครั้งใหม่ โดย เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จับเขาไปเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับ ซึ่งเขาลงสนามไปแล้ว 12 นัด ยังทำประตูไม่ได้เลย สำหรับในนามทีมชาติเยอรมัน ลาห์ม ติดทีมชาติตั้งแต่ชุดเยาวชนในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี, 20 ปี และ 21 ปี จนกระทั่งถึงทีมชาติชุดใหญ่ โดยเขาลงสนามในนามทีมชาติชุดใหญ่นัดแรก ช่วงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2004 ในนัดที่เอาชนะ โครเอเชีย 2-1 ด้วยวัยเพียง 20 ปี หลังจากนั้น ลาห์ม ก็เป็นกำลังสำคัญให้กับทีมชาติเยอรมันมาโดยตลอดในทุกรายการแข่งขัน จนถึงตอนนี้ เขาลงสนามให้กับทีมชาติไปแล้ว 101 นัด ยิงได้ 5 ประตู

     ถ้าจะนึกถึงฟูลแบ็คที่เก่งที่สุดในโลก คงจำเป็นต้องมีคนเอ่ยชื่อ ฟิลิปป์ ลาห์ม ขึ้นมาเป็นแน่ เพราะด้วยความถนัดที่เขาแสดงออกมาให้กับทุกคนได้เห็นก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่ายอดเยี่ยมขนาดไหน ถึงตอนนี้เขาจึงควรพิสูจน์ตัวเองกับหน้าที่ใหม่ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ แต่เชื่อเหลือเกินว่า ลาห์ม คงทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กับตำแหน่งฟูลแบ็คเป็นแน่

No Comments

ตีแยรี อ็องรี กับ โมนาโก และยูเวนตุส

ufa1688  

ชีวิตช่วงแรก
อ็องรีมีเชื้อสายชาวเลสเซอร์แอนทิลลีส โดยบิดา อ็องตวน มาจากกัวเดอลุป เกาะลาเดซีราด ส่วนมารดา มารีเซ มาจากมาร์ตินีก เขาเกิดและโตในเมืองเลซูว์ลิส ชานเมืองของปารีส ถึงแม้ว่าจะเป็นย่านที่มีสังคมที่ไม่ดีนัก แต่ก็มีอุปกรณ์กีฬาฟุตบอลที่ดี ในวัย 7 ปี อ็องรีได้แสดงศักยภาพที่ดีเยี่ยม สะดุดตาโกลด เชแซล ได้ชวนเขาร่วมกับสโมสรท้องถิ่น เซโอเลซูว์ลิส (CO Les Ulis) พ่อของเขาได้บังคับให้เขาร่วมฝึก เหตุด้วยในวัยเด็กของเขาจะยังไม่สนใจกีฬาฟุตบอลนี้นัก[2] เขาร่วมกับสโมสรอูว์แอ็สปาแลโซ (US Palaiseau) ในปี ค.ศ. 1989 แต่หลังจากนั้น 1 ปี พ่อของเขาก็มีความขัดแย้งกับสโมสร อ็องรีจึงย้ายมาอยู่ เออแอ็สวีรี-ชาตียง (ES Viry-Châtillon) อยู่กับสโมสรนี้นาน 2 ปี โดยมีผู้ฝึกสอนของอูว์แอ็สปาแลโซที่ชื่อ ฌ็อง-มารี ปันซา ได้ตามเขามาอยู่กับสโมสรนี้ด้วย

ฟุตบอลสโมสร
โมนาโก (1992–1999) และยูเวนตุส (1999)
ในปี ค.ศ. 1990 โมนาโกได้ส่งแมวมอง อาร์โนลด์ แคทาลาโน มาดูอ็องรี ซึ่งขณะนั้นอายุ 13 ปี มาดูการเล่นของเขา อ็องรียิงได้ทั้งหมด 6 ประตู ทำให้ทีมชนะ 6–0 แคทาลาโนชวนเขามาอยู่โมนาโก โดยยังไม่ได้ทดลองการเล่นเลย แคทาลาโนร้องขอทางสถาบันแกร์ฟงแตนในการเรียนของอ็องรีให้ครบหลักสูตรการเรียน ถึงแม้ว่าผู้บริหารจะไม่เต็มใจนัก เพราะอ็องรีมีผลการเรียนไม่ดี แต่ท้ายสุดก็อนุญาตให้เขาจบหลักสูตรการเรียนและร่วมทีมเยาวชนของโมนาโกของอาร์แซน แวงแกร์ หลังจากนั้น อ็องรีเซ็นสัญญาอาชีพกับโมนาโก และเปิดตัวในฐานะนักฟุตบอลอาชีพเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1994 ในนัดที่แพ้นิส 2–0 ถึงแม้ว่าแวงแกร์จะคาดคะเนว่าอ็องรีอาจเป็นตัวนำทัพในฐานะกองหน้าตัวรุก แต่เขาก็ให้อ็องรีเล่นตำแหน่งปีกซ้าย เพราะเชื่อว่าฝีเท้าของเขา กับการควบคุมลูกบอลอย่างเป็นธรรมชาติและทักษะ จะทำให้มีประสิทธิภาพ ในตำแหน่งฟูลแบ็ก มากกว่าตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก

หลังจากเริ่มทดลองอาชีพในโมนาโก อ็องรีได้รับตำแหน่งนักฟุตบอลดาวรุ่งฝรั่งเศสยอดเยี่ยมปี ค.ศ. 1996 และในฤดูกาล 1996–97 ผลงานอันแสดงความแข็งแกร่งของเขาทำให้สโมสรชนะในลีกเอิง ในระหว่างฤดูกาล 1997–98 เขาเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำทีมเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก สร้างสถิติใหม่ของฟุตบอลฝรั่งเศส โดยยิง 7 ประตูในการแข่งขันนี้ ในฤดูกาลที่ 3 ของเขา เขาได้ลงแข่งในฐานะนักฟุตบอลทีมชาตินัดแรก และเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ชนะในฟุตบอลโลก 1998 เขายังคงสร้างความประทับใจอย่างต่อเนื่องในระหว่างอยู่กับโมนาโก หลังจากอยู่กับสโมสรนี้ 5 ฤดูกาล ปีกวัยรุ่นคนนี้ยิงประตูในลีกได้ 20 ประตูจากการลงสนาม 105 นัด

อ็องรีออกจากโมนาโกในเดือนมกราคม ค.ศ. 1999 ย้ายไปอยู่กับสโมสรอิตาลีในเซเรียอา สโมสรฟุตบอลยูเวนตุส ด้วยค่าตัว 10.5 ล้านปอนด์ เขาเล่นในตำแหน่งปีก แต่เขาก็ไม่สามารถฝ่าด่านกองหลังทีมเซเรียอา ในตำแหน่งที่ไม่ได้เป็นบุคลิกลักษณะสำหรับเขา โดยยิงได้เพียง 3 ประตู ในการลงสนาม 16 นัด

No Comments

จอร์แดน เฮนเดอร์สันกับ ซันเดอร์แลนด์

ufa1688 เฮนเดอร์สัน เติบโตมาจากระบบเยาวชนของ ซันเดอร์แลนด์ สโมสรที่เขาอยู่ด้วยตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

ก่อนที่จะได้มีโอกาสประเดิมสนามให้ทีมแมวดำในเกมพบกับ เชลซี ในเดือนพฤศจิกายน 2008 เฮนเดอร์สันทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการพาซันเดอร์แลนด์ ยู 18 คว้าแชมป์ลีกเยาวชนมาครองได้สำเร็จ

เฮนเดอร์สัน กลับมาเล่นกับต้นสังกัดจริงอย่างซันเดอร์แลนด์ อีกครั้ง รอบนี้เขาถูกดันขึ้นไปเล่นในทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัว โดยเล่นในตำแหน่งปีกขวา และด้วยผลงานที่เล่นได้อย่างสม่ำเสมอ ทีมแมวดำจึงตอบแทนเขาด้วยการมอบสัญญา 5 ปีให้รวมถึงเขายังได้รับเลือกให้เป็นนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของซันเดอร์แลนด์ในปีนั้นด้วย

ฤดูกาล 2010-11 เฮนเดอร์สันยังคงเป็นตัวหลักของซันเดอร์แลนด์อย่างเหนียวแน่น แม้ว่าอายุจะยังน้อยก็ตามโดย สตีฟ บรู้ซ บอสใหญ่แมวดำปรับเขามาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง ซึ่งทำให้ฟอร์มการเล่นของ เฮนเดอร์สัน ยิ่งโดดเด่นเข้าไปใหญ่เพราะตัวเขาเองมีทักษะในการจ่ายบอลและการอ่านเกม ที่ชาญฉลาดอยู่ในตัวอยู่แล้ว

เฮนเดอร์สัน ลงสนามช่วยทีมแมวดำไปครบ 38 นัดไม่มีขาดเรียกว่าเป็นหัวใจของทีมแมวดำอย่างแท้จริงและเขาก็คว้าตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรมาครองได้อีกครั้งเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน

เฮนเดอร์สันอำลาถิ่นสเตเดียมออฟไลต์ โดยทิ้งผลงานการรับใช้ทีมบ้านเกิดเอาไว้ที่ 79 นัดและทำไปทั้งหมด 5 ประตู

คอเวนทรีซิตี (ยืมตัว)
เฮนเดอร์สัน ถูกส่งตัวไปขัดเกลาฝีเท้ากับ คอเวนทรีซิตี ในเดือนมกราคมปี 2009 ซึ่งที่นั่นเขาได้รับโอกาสลงสนามไปทั้งหมด 13 นัด ทำได้ 1 ประตูจากทุกถ้วยและน่าจะมีสถิติการลงสนามที่ดีกว่า นั้นด้วย ถ้าไม่ได้รับบาดเจ็บหนักจนต้องพักยาวไปเสียก่อน

 

No Comments

ติม กรึล

ufa1688 ตีโมตี ไมเกิล กรึล (ดัตช์: Timothy Michael Krul; เกิด 3 เมษายน ค.ศ. 1988) เป็นนักฟุตบอลชาวดัตช์ ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูให้กับนอริชซิตี

ในฟุตบอลโลก 2014 รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่เนเธอร์แลนด์พบกับคอสตาริกา ภายในเวลา 90 นาที และทดเวลาพิเศษออกไปรวมเป็น 120 นาที ไม่มีทีมไหนที่สามารถทำประตูได้ ก่อนหมดเวลาพิเศษ ลูวี ฟัน คาล ผู้จัดการทีมเนเธอร์แลนด์ ได้ตัดสินใจเปลี่ยนตัวผู้รักษาประตูจากยัสเปอร์ ซิลเลิสเซิน ผู้รักษาประตูมือหนึ่งซึ่งทำหน้าที่มาตลอด 120 นาที ออก แล้วให้กรึลลงไปทำหน้าที่แทนเพื่อที่จะตัดสินกันที่การดวลลูกจุดโทษโดยเฉพาะ เนื่องจากซิลเลสเซินประสบการณ์ยังน้อยและรูปร่างเล็กกว่า ทั้งที่กรึลมีประสบการณ์การเล่นให้กับทีมชาติเพียงแค่ 5 ครั้งเท่านั้น และผลปรากฏว่าเนเธอร์แลนด์เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 4-3 ประตู ซึ่งกรึลสามารถที่จะปัดลูกจุดโทษของทางฝ่ายคอสตาริกาได้ถึง 2 ลูก

ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2015–16 นัดที่ 3 ของฤดูกาล ที่นิวคาสเซิลยูไนเต็ดเป็นฝ่ายบุกไปเยือนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด ก่อนหน้านั้นแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดชนะติดต่อมาแล้ว 2 นัด ผลการแข่งขันปรากฏว่าเสมอกันไป 0-0 ประตู โดยกรึลเล่นได้อย่างโดดเด่นสามารถป้องกันลูกยิงของผู้เล่นแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้หลายต่อหลายครั้ง

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ในฟุตบอลยูโร 2016 รอบคัดเลือก กรึลได้ลงเล่นให้กับทีมชาติ และได้รับบาดเจ็บที่เอ็นหัวเข่า ทำให้ต้องหยุดพักรักษาตัวตลอดทั้งฤดูกาล

No Comments